0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
2) ใช้รถผิดจากประเภทจากที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรมธรรม์ระบุการใช้รถยนต์ว่า
"ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่า" แต่เราเอาไปหาลำไพ่รับจ้างส่งของ เอาไปให้เช่า
เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ขับเป็นฝ่ายผิด เราต้องรับผิดชอบเอง 2,000 บาทแรก
สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)

2. Deductible สำหรับ Deductible จะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1: ความเสียหายที่ไม่เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือ ชนแต่หาคู่กรณีไม่ได้ หรือ
เราไม่ได้ขับรถชนเองแต่เราไม่สามารถระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกัน
ไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้ เราจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก
1,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา เช่น

1. ถูกมุ่งร้าย กลั่นแกล้ง แล้วหาคู่กรณีไม่ได้ เช่น รถถูกขีดข่วน
2. เสียหายส่วนพื้นผิวสีรถ (ตัวรถและอุปกรณ์ในรถไม่เสียหาย) เช่น หินกระเด็นใส่
เฉี่ยวกิ่งไม้/สายไฟ/ลวดหนาม ขับรถตกหลุม / ครูดพื้นถนน เหยียบตะปูหรือของมีคม
หรืออะไรที่ทำให้ยางฉีก ละอองสีปลิวมาโดน / วัสดุหล่นมาโดน
3. ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความ
เสียหายที่ชัดเจนไม่ได้ เช่น กระจกรถแตก ถูกสัตว์กัดแทะหรือขีดข่วนถูกวัสดุในตัวรถกระแทก
4. ไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ
5. ชนกับพาหนะอื่นแต่แจ้งรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ต้องการจ่าย ต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชน หรือ
ระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้
เช่น
1. ชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้ได้
(ติดกล้องวงจรปิดสำหรับรถยนต์ไว้ชนครั้งเดียวก็คุ้มแล้ว)
2. ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
- เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กำแพง / ป้ายจราจร
- ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
3. ชนต้นไม้ยืนต้น / ฟุตบาธ / ราวสะพาน
4. ชนกองดิน หรือชนหน้าผา
5. ชนคน / สัตว์
6. รถพลิกคว่ำ
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
กรณีที่ 2: ความเสียหายส่วนแรกโดยสมัครใจ โดยเป็นการตกลงกัน ระหว่างบริษัท (
ประกันภัย) กับเรา (ผู้เอาประกัน) โดยบริษัทจะยินยอมลดเบี้ยประกันลงเท่ากับค่าเสียหาย
ส่วนแรกที่เราสมัครใจจ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในแต่ครั้ง (นอกเหนือกรณีการจ่ายค่า
Excess หรือ deductible ในกรณีที่ 1) โดยเราสามารถเลือกได้ 2 ประเภทความคุ้มครอง
คือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของรถเราเอง (ที่ทำประกัน ซึ่งก็ต้องเป็นกรณีของการชน)
หรือคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ของคู่กรณีที่เกิดความเสียหาย)

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการยอมจ่ายแบบสมัครใจก็คือว่า สถิติการขอเคลมประกันเฉลี่ย (หลายท่านอาจจะไม่เคยรู้)
ถ้าได้อ่านต่อไป ท่านจะสนใจแน่นอน
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 3 ปี สำหรับอุบัติเหตุทั่วไป
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 10 ปี สำหรับอุบัติเหตุที่มีค่าความเสียหายมาก

ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ใช่พวกมือใหม่หัดขับ มีวินัยจราจร ไม่ใจร้อนซุ่มซ่าม
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิดก็น้อยลงอีก เมื่อเราเลือกรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง
เราก็จะประหยัดเบี้ยประกันภัยลง หรือแม้ต้องจ่ายอย่างน้อย 1 ครั้ง ก็เท่ากับชะลอการจ่ายเบี้ยประกัน
แบบไม่เลือกรับผิดผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกนั่นเอง

โดยสรุป
จะเห็นว่า เมื่อเราทำประกันภัยรถยนต์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทำอะไรเลย
หรือหากเราสมัครใจเลือกรับภาระเราเองบางส่วน (ซึ่งก็มาจากความผิดของเราเสียส่วนใหญ่)
เราก็จะยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา รอสักครู่ คุณกำลังไปสู่ลิงก์ปลายทาง
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
9 ข้อต้องรู้! ก่อนไปสอบใบขับขี่เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 2557

หลายคนคงรู้กันแล้วว่ากรมขนส่งปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ โดยเนื้อหาเพิ่มทักษะการขับขี่
เพิ่มจำนวนข้อสอบ เพิ่มเกณฑ์ผ่านการทดสอบและช่องทางอนุญาตใบขับขี่มากขึ้น 
แต่บางคนอาจจะไม่รู้รายละเอียด มี 9 เรื่องน่ารู้สำหรับการสอบใบขับขี่แบบใหม่มาฝากครับ

1. ปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ จะเริ่ม 1 มิ.ย. 57
2. ในการสอบภาคทฤษฎีนั้นเพิ่มจำนวนข้อสอบเป็น 50 ข้อ ผ่านเกณฑ์การสอบร้อยละ 90
(หรือทำได้ 45 ข้อ) จากเดิมข้อสอบ 30 ข้อเกณฑ์ผ่านเพียงร้อยละ 75 (หรือทำได้ 22 ข้อ)
3. ข้อสอบแบบใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ข้อ ใช้หมุนเวียนออกสอบในแต่ละรอบ
4. ข้อสอบทั้งหมดเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก ให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนสอบด้วย
5. สำหรับการทดสอบภาคปฏิบัติ หรือการทดสอบขับรถนั้น จะทำในวันถัดไป แต่ไม่เกิน 90 วัน
นับจากวันที่ยื่นเรื่องวันแรก
6. ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตขับขี่ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่มีใบอนุญาตชนิดเดียวกัน
ไม่อยู่ระหว่างพักและเพิกถอนใบอนุญาต

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
7. สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการดังต่อไปนี้ เช่น แขนขาดข้างเดียว ขาขาดข้างเดียว ตาบอดข้างเดียว
ลำตัวพิการ หูหนวก เมื่อต้องการมีใบอนุญาตขับขี่ ต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ขนส่งก่อนจึงจะทำได้
8. หลักฐานที่นำไปด้วย คือ
-บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมใบสำเนา หรือบัตรประจำตัวข้าราชการพร้อมใบสำเนาที่ใช้แทนบัตรประชาชน
-ใบรับรองแพทย์ตัวจริงไม่เกิน 1 เดือน ที่รับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
9. เนื่องจากปัจจุบันผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้องรอคิวอบรมและทดสอบเป็นเวลานาน
กรมการขนส่งฯจึงให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด ประสานสถาบันการศึกษาภาครัฐที่มีมาตรฐาน
และมีความพร้อมจัดอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งฯกำหนด ให้กับผู้ที่ประสงค์ขอรับ
ใบอนุญาตขับขี่ เบื้องต้นเฉพาะผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่รถใหม่ และการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่
ส่วนจะเริ่มได้เมื่อไหร่นั้น จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบ
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
จัดเต็ม! ข้อสอบใบขับขี่แบบใหม่ล่าสุด

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมานั้น
กรมการขนส่งได้ปรับเงื่อนไขการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่
โดยต้องทำการทดสอบทั้งหมด 50 ข้อ (จากเดิม 30 ข้อ) รวมถึงต้อง
ตอบถูกไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ 45 ข้อเลยทีเดียว
ซึ่งหากเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว เชื่อว่าไม่น่ายากเกินความสามารถแน่นอน
เราจึงได้รวบรวมนำเอาข้อสอบใบอนุญาตขับขี่แบบใหม่ล่าสุด
มาให้คุณผู้อ่านได้ทดลองทดสอบกันข้างล่างนี้:

หมวดกฏหมายว่าด้วยรถยนต์
หมวดกฏหมายว่าด้วยจราจรทางบก
หมวดเครื่องหมายพื้นทาง
หมวดป้ายบังคับ
หมวดป้ายเตือน
หมวดป้ายแนะนำ
หมวดมารยาทและจิดสำนึก
หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
หมวดการบำรุงรักษารถยนต์
หมวดรูปภาพจราจร
หมวดการรับรู้สถานการณ์อันตราย

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
 หลักเกณฑ์การขอรับใบขับขี่ชนิดชั่วคราว (สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีใบขับขี่)

     คุณสมบัติของผู้ขอรับใบขับขี่ มีดังนี้

มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 110 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
มีความรู้ความสามารถในการขับรถ
มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ และตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
ไม่มีใบขับขี่รถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่
 

     หลักฐานประกอบคำขอ

บัตรประชาชนฉบับจริงพร้อมสำเนา
ใบรับรองแพทย์ แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด
แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
ขั้นตอนการดำเนินการ

ผู้ต้องการขอรับใบขับขี่ สามารถจองคิวอบรมด้วยตนเองพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
ณ สำนักงานขนส่งในพื้นที่ใกล้เคียง ทางที่ดีสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์
ได้ที่หมายเลข 1584 หรือสำนักงานขนส่งพื้นที่ใกล้เคียงโดยตรง

ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย - ทดสอบการมองเห็นสี, ทดสอบสายตาทางลึก,
ทดสอบสายตาทางกว้าง, ทดสอบปฏิกิริยาเท้า
อบรม (ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง)
ทดสอบข้อเขียนผ่านระบบ Electronic Examination (E-exam)
ทดสอบขับรถ
ชำระค่าธรรมเนียม / ถ่ายรูปพิมพ์ใบอนุญาต / จ่ายใบขับขี่
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
เทคนิค 5 ข้อขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัด

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนมักใช้เกียร์อัตโนมัติกันทั้งนั้น เนื่องจากความง่าย
และสะดวกสบายในการขับขี่ แต่เกียร์อัตโนมัติส่วนมากยังคงมีอัตราสิ้นเปลืองด้อย
กว่าเกียร์ธรรมดา เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติให้ประหยัดน้ำมัน
แบบง่ายๆกัน รับรองว่าถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ รถของคุณจะประหยัดขึ้นอย่างแน่นอน

1. ออกตัวเบาๆไม่ต้องรีบ

     เป็นที่รู้กันว่าการจราจรในกรุงเทพมหานคร ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ความเร็วเท่าใดนัก
พ้นไฟแดงหนึ่งก็ไปติดอีกไฟแดงหนึ่งอยู่ดี ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง
เนื่องจากเกียร์ออโต้จะค่อยๆเปลี่ยนอัตราทดตามรอบเครื่องยนต์อยู่แล้ว การฝึกแตะคันเร่งเบาๆ
จะช่วยให้ประหยัดขึ้นได้มาก สังเกตได้จากเกียร์เปลี่ยนอัตราทดที่รอบต่ำเท่าไหร่
ก็จะประหยัดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

     2. ขยับนิดหน่อย Walking Speed ก็พอ

     หากขับขี่ท่ามกลางสภาวะจราจรที่ติดขัดนั้น หากรถสามารถเคลื่อนตัวได้ทีละนิดๆ
ก็ใช้วิธีปล่อยเบรคให้รถค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆก็พอ โดยปกติความเร็วเมื่อปล่อยเบรค
(ขณะใส่เกียร์ D) จะค่อยๆขึ้นไปแตะระดับ 10 กม./ชม.ได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องเหยียบ
คันเร่งก็ไม่ต้องเหยียบ ประหยัดได้อีกเยอะ

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
3. หลีกเลี่ยงการคิกดาวน์

การคิกดาวน์ คือ การเหยียบคันเร่งให้หนักขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้ลดระดับเกียร์ลงมา
ซึ่งจำเป็นกับการเร่งแซงเพื่อให้หนีพ้นสถานการณ์คับขัน แต่การขับขี่ตามจราจรปกติมัก
ไม่ต้องการอัตราเร่งขนาดนั้น ฉะนั้นผู้ขับจึงควรหลีกเลี่ยงการคิกดาวน์พร่ำเพรื่อบ่อยๆ
เพราะเท่ากับเป็นการซดน้ำมันอย่างมากเลยทีเดียว

4. เบรคน้อยลง ประหยัดขึ้นเยอะ

การเหยียบเบรคนั้น อาจไม่มีผลโดยตรงต่อการกินน้ำมัน แต่หากเราชะลอความเร็วลงแล้ว
ก็คงจำเป็นจะต้องเติมคันเร่งเพื่อให้รถกลับไปยังความเร็วปกติอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการกินน้ำมัน
ทางที่ดีจึงควรค่อยๆขับไปตามสภาพการจราจรดีกว่า การเว้นระยะคันหน้าอย่างเหมาะสม
ก็จะช่วยลดการเหยียบเบรคได้เป็นอย่างดี แถมยังลดความใจร้อนของผู้ขับได้อีกด้วย
ไม่เชื่อลองดูสิ!

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
 5. เกียร์ออโต้ไม่ได้มีแค่ P R N D นะ

     แม้ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ แต่ผู้ขับก็ยังควรเลือกตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานขณะนั้น
โดยเกียร์อัตโนมัติในปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ +, - หรือตัวเลข 3-2-1 หรือตัวอักษร S, L
ตามแต่ผู้ผลิตจะกำหนดมา ซึ่งตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างมากเมื่อยามขับรถขึ้นเนินหรือลงเนิน
รวมไปถึงการช่วยชะลอความเร็ว ทางที่ดีผู้ขับจึงควรศึกษาคู่มือการใช้รถเพื่อให้ตำแหน่งเกียร์เหล่านี้
ให้เป็นประโยชน์ เช่น การใช้ตำแหน่งเกียร์ L ในการขับรถขึ้นเขา จะทำให้ตัวรถมีกำลังเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้น จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถยนต์ให้ประหยัดขึ้น
ต้องอาศัยการขับขี่ที่ไม่รีบร้อน ใช้ความเร็วช้าลง ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจำเป็นต้องฝึกให้ชิน
ซึ่งหากเราไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเดินทางขนาดนั้นแล้วล่ะก็ คำแนะนำเหล่านี้จะช่วย
ให้ประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นการช่วยถนอมเครื่องยนต์และเกียร์ได้อย่างดีอีกด้วย
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
5 วิธีเอาตัวรอดแผ่นดินไหวขณะขับรถ

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด ที่มีศูนย์กลางอยู่ในจังหวัดเชียงรายขนาดกว่า 6 ริกเตอร์
สร้างความเสียหายมหาศาลแก่สิ่งปลูกสร้างและถนนหนทาง สิ่งนี้เตือนสติเราได้เป็นอย่างดีว่า 'ภัยธรรมชาติ'
มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมออย่างไม่ทันตั้งตัว
มีคำแนะนำหากเกิดแผ่นดินไหวขณะขับรถ จะทำอย่างไร?
หากคุณผู้อ่านกำลังขับรถบนถนนตามปกติ แต่จู่ๆกลับรู้สึกว่ารถมีอาการโคลงเคลง สิ่งของตก พื้นรถสั่น
เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว ให้ปฏิบัติดังนี้

1. ชะลอความเร็วของรถ พยายามจอดรถเข้าข้างทางโดยปลอดภัย ไม่ให้ขวางทางรถคันอื่น
ที่สำคัญห้ามจอดรถใต้สิ่งก่อสร้างที่อาจล้มทับลงมาได้ เช่น สะพานลอย, ตึกสูง, ต้นไม้ใหญ่,
เสาไฟ, ป้ายโฆษณา เป็นต้น

2. หลังจากรถจอดสนิทแล้ว ไม่ต้องดับเครื่องยนต์ (เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆตามมาจะได้หนีทัน
ไม่งั้นหากต้องหนีขึ้นมาจริงๆ กลับสตาร์ทไม่ติดแบบมุขหนังผี จะเป็นเรื่องเอา!) ให้เหยียบเบรค
หรือดึงเบรคมือไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล


*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
 3. เมื่อเช็คว่ารอบข้างไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆที่อาจหล่นลงมาทับ ให้นั่งคุมสติอยู่ในรถ
หากไม่จำเป็นไม่ควรลงมาจากรถ คอยเปิดวิทยุฟังข่าวความเคลื่อนไหวอยู่ภาย
ในรถก็พอ จนกว่าแผ่นดินไหวจะสงบลง

     4. หลังจากแผ่นดินไหวสงบลงแล้ว ให้นั่งอยู่ในรถชั่วครู่จนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆอีก
จากนั้นจึงลงสำรวจสภาพรถ สภาพถนนรอบข้าง รวมถึงสภาพการจราจร
เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัย หากจอดรถใกล้เนินเขา
ให้ระวังดินสไลด์ที่อาจเกิดขึ้นได้

     5. เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงเริ่มเดินทางต่อไปได้ โดยระลึกไว้เสมอว่า
หลังเกิดแผ่นดินไหวทุกครั้ง จะมีปรากฏการณ์อาฟเตอร์ช็อคตามมา
หนักเบาสลับกันไป และอาจเกิดขึ้นได้มากกว่า 100 ครั้งเลยทีเดียว

      อย่างไรก็ดี เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
แต่การเตรียมสิ่งของที่จำเป็นไว้ในรถ ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี ไม่ว่าจะเกิดเหตุใดๆก็ตาม
สิ่งที่ควรมีติดรถไว้ ได้แก่ อุปกรณ์ฉุกเฉินต่างๆ ไฟฉาย น้ำขวด เป็นต้น
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
หวั่นยอดขายรถปี57วูบ5-10%

สถาบันยานยนต์หวั่นยอดขายรถยนต์ปี57 วูบ 5-10% หลัง 2 ครึ่งปีแรกยอดขายร่วงกว่า 30%
นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า จากการประเมินล่าสุดของสถาบันยานยนต์
คาดว่ายอดขายรถยนต์ทุกชนิดในปีนี้จะลดลงประมาณ5-10% เมื่อเทียบกับปี 2556 เนื่องจากยอดขาย
ภายในประเทศลดลงมาก โดย ครึ่งแรกของปีหดตังลงกว่า 30%ขณะที่การส่งออกก็ไม่ได้ขยายตัวมาก
โดยคาดว่าขะขยายตัวอยู่ที่ 5% ไม่สามารถชดเชยยอดขายในประเทศที่ตกลงได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
เนื่องจากคณะชดเชยยอดขายในประเทศที่ตกลงได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายรถยนต์
ในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองเข้าสู่ความสงบ สามารถจ่ายเงินจำนำข้าว
ให้กับชาวนาได้ทั่วประเทศ และยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมาอีกมาก
ทำให้คาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีกำลังซื้อรถยนต์จะกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าในครึ่งปีแรกประมาณ 10%
ขณะที่ยอดส่งออกก็โตตามตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวได้ดี

*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
“แม้ว่า คสช. จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน
แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นยอดซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เร็ว เพราะว่าในช่วงของ
นโยบายรถยนต์คันแรกในปีที่ผ่านมา ได้ดูดซับกำลังซื้อในอนาคตไปเป็นจำนวนมาก
แต่เป้าหมายการผลิตรถยนต์ 3 ล้านคันในปี 2560 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะเชื่อว่าความต้องการรถยนต์ยังจะขยายตัว” นายวิชัย กล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศนั้น
สถาบันยานยนต์ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
ในการผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
รวมทั้งจัดทำสนามทดสอบการจำลองสถานการณ์การขับขี่เพื่อประเมินสมรรถนะสำหรับ
ทดสอบรองรับมาตรฐานในประเทศและมาตรฐานอาเซียน รวมถึงด้านการวิจัย
โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยแบ่งเป็น 2 เฟสเฟสแรกเป็นการตั้งศูนย์
ทดสอบยานยนต์ มูลค่า 2-3 พันล้านบาท และเฟสสองเป็นการสร้างสนามทดสอบรถยนต์
มูลค่า4-5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถตรวจสอบและรับรองมาตรฐานรถยนต์
อาเซียนได้ทั้งหมด 19 รายการ จากทั้งหมด 19 รายการ
*

    d-credit

  • *
  • 6
  • 0
  • สีรถ : Modern Steel
โดยหากสามารถตั้งศูนย์ทดสอบฯแห่งนี้ได้ จะทำให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม
รถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีผลิตชิ้นส่วนที่เป็นผู้ประกอบการไทย
100% จะได้รับการพัฒนาจนมีมาตรฐานสามารถแข่งขันในตลาดประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน (เออีซี) ได้ทุกชาติ ซึ่งหากเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง
ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ทั้งหมด 1,850 ราย จะมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง
หรือประมาณ 900 ราย ที่ไม่สามารถแข่งขันหลังเปิดเออีซีได้
 

Google+