จัดไฟแน้นรถมือสอง

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

    - เล็ก -

  • *
  • 1,660
  • 219
  • Zone: ศรีราชา ชลบุรี
  • ชื่อเล่น: เล็ก จ๊ะ
  • สีรถ : crystal black pearl
  • หมายเลข ANC : 0000
หลักการใช้งานเกียร์ CVT ในรถ Honda City 2014


ภาพโดย พี่ Tewan

รุ่น SV ที่มี Paddle shift จะมีเกียร์ S อย่างเดียว ส่วนรุ่นอื่นจะมี S และ L

- สำหรับรุ่น SV สามารถเข้า S ได้ตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ความเร็วเท่าไหร่ เพราะเป็นการเลือกขับแบบเกียร์ธรรดา ตัวอย่างเช่น ขับ D ที่ 100 พอเปลี่ยนเกียร์ S ที่มาตรก็จะขึ้นเลข 5 ที่ช่องสี่เหลี่ยม จากนั้นเราก็กดเปลี่ยนเกียร์ตามใจชอบ

ส่วนรุ่นอื่นๆ ที่ไม่มี Paddle shift "ห้าม" เปลี่ยนลงมา S หรือ L ที่ความเร็วสูงเด็ดขาด รถจะหน้าทิ่มทันที (เหมือนกับขับเกียร์ธรรมดาที่เกียร์ 4 กำลังจะไป 5 แต่ดันเข้าผิดไป 3 แทน คนที่ขับเกียร์ธรรมดาจะคุ้นดี)

- สำหรับรุ่น SAT-VAT เกียร์ S ก็คือการจำกัดเกียร์ที่ (เสมือน) 1-2 ส่วน L ก็คือจำกัดไว้แค่ (เสมือน) เกียร์ 1
ใช้ขณะขึ้นทางชันมากๆ ที่ต้องการกำลังส่ง หรือตอนลงเขา ลงทางชันยาวๆ ความเร็วจะถูกจำกัดไว้ไม่ให้เกิน 1-3 (ดังกล่าว) ผลก็คือ เราไม่ต้องคอยแตะเบรคลงเขา แต่รถมันจะรั้งไว้ให้

แต่ถ้าใครขับ D ลงเขาหรือลงทางชันยาวๆ นั่นเป็นการฝืนธรรมชาติของเกียร์ D ที่ซึ่งคอยแต่จะเร็วขึ้น ทำให้เราต้องคอยเบรค ดังนั้น ถ้าลงเขา ต้องเข้าเกียร์ต่ำ แล้วแต่รุ่นว่าจะใช้ตัวไหน เช่น D3 S L L1 ฯลฯ ใช้ได้หมดครับ

- สำหรับรุ่น SV ถ้าตั้งใจจะขับแบบเกียร์ธรรมดาโดยการเข้าเกียร์ S ก็กดตามใจเลยครับ ที่มาตรมันก็แค่บอกว่าคุณขับเกียร์อะไรอยู่เท่านั้นเอง หรือสามารถกด Paddle shift - (ที่มือซ้าย) ขณะที่ขับ D ก็ได้นะครับ เป็นการลดเกียร์เพื่อขอแรงพุ่งออกตัว ถ้าไม่มีการกด +- ใดๆ ภายใน 10 วิ ก็จะกลายเป็น D ปกติ ตัวเลขเกียร์ก็จะหายไป


เครดิตคุณ Uniq Boyd ครับ
*
จากที่ลองไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมดครับ

เกียร์D รถจะพยายามประหยัดน้ำมันมากที่สุด ซึ่งหากเป็นทางราบเกียร์จะทดรอบเครื่องให้ต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเป็นการประหยัดน้ำมัน ส่วนพอขึ้นเขามันก็ไม่ค่อยมีแรงต้องเพิ่มคันเร่งเพื่อเร่งเครื่องอีกจึงมีแรงความเร็วไม่ตก ส่วนตอนลงเขาพอทดรอบไว้แบบนี้จึงไม่มีengine brake ซึ่งหากผมประมาณความเร็วไม่ถึง80km/h พบว่าเกียร์Dประคองรอบอยู่ในช่วง1800-2000รอบต่อนาที

เกียร์S เนื่องจากการขึ้นเขาต้องการแรง ลงเขาต้องการengine brake หากเขาไม่ชันมากนัก เกียร์จะพยายามเลี้ยงรอบเครื่องสูงขึ้นกว่าD ที่ความเร็วไม่ถึง80km/h พบว่าเกียร์Sจะประคองรอบอยู่ในช่วง3000-4000รอบต่อนาที

เกียร์L เคยลองไม่มาก เหมาะกับทางชันมากๆ และความเร็วน่าจะต่ำกว่า40-50 km/h ถึงเหมาะกับการใช้งานครับ และพบว่าเกียร์Lจะประคองรอบอยู่ในช่วง5000รอบต่อนาที ซึ่งเป็นช่วงแรงบิดสูงสุดของเครื่อง แต่กินน้ำมันสุดเช่นกัน

เกียร์city 2014เป็นCVTครับ จะเอาระบบเกียร์ออโต้ปกติเทียบเคียงยากพอควร หากมองให้ง่ายขึ้นผมมองว่าเกียร์ D S L เป็นการโปรแกรมให้CVTทดโดยกำหนดรอบเครื่องตามแรงบิดที่ต้องการในสถานะการที่จะนำไปใช้งานมากกว่าครับ

หมายเหตุ ผิดถูกอย่างไรถกกันได้ครับ หากแย้งกับข้างต้นก็ขออภัยด้วยครับเพราะอ้างถึงรุ่นSที่ไม่มีpaddle shiftครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เม.ย.,14, 20:16 โดย คลองสามวา »
*

    @cha

  • ****
  • 63
  • 3
  • สีรถ : Modern Steel
ขอบคุณท่านทั้งสองครับ  :emo_103:
*

    - เล็ก -

  • *
  • 1,660
  • 219
  • Zone: ศรีราชา ชลบุรี
  • ชื่อเล่น: เล็ก จ๊ะ
  • สีรถ : crystal black pearl
  • หมายเลข ANC : 0000
จากที่ลองไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมดครับ

เกียร์D รถจะพยายามประหยัดน้ำมันมากที่สุด ซึ่งหากเป็นทางราบเกียร์จะทดรอบเครื่องให้ต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเป็นการประหยัดน้ำมัน ส่วนพอขึ้นเขามันก็ไม่ค่อยมีแรงต้องเพิ่มคันเร่งเพื่อเร่งเครื่องอีกจึงมีแรงความเร็วไม่ตก ส่วนตอนลงเขาพอทดรอบไว้แบบนี้จึงไม่มีengine brake ซึ่งหากผมประมาณความเร็วไม่ถึง80km/h พบว่าเกียร์Dประคองรอบอยู่ในช่วง1800-2000รอบต่อนาที

เกียร์S เนื่องจากการขึ้นเขาต้องการแรง ลงเขาต้องการengine brake หากเขาไม่ชันมากนัก เกียร์จะพยายามเลี้ยงรอบเครื่องสูงขึ้นกว่าD ที่ความเร็วไม่ถึง80km/h พบว่าเกียร์Sจะประคองรอบอยู่ในช่วง3000-4000รอบต่อนาที

เกียร์L เคยลองไม่มาก เหมาะกับทางชันมากๆ และความเร็วน่าจะต่ำกว่า40-50 km/h ถึงเหมาะกับการใช้งานครับ และพบว่าเกียร์Lจะประคองรอบอยู่ในช่วง5000รอบต่อนาที ซึ่งเป็นช่วงแรงบิดสูงสุดของเครื่อง แต่กินน้ำมันสุดเช่นกัน

เกียร์city 2014เป็นCVTครับ จะเอาระบบเกียร์ออโต้ปกติเทียบเคียงยากพอควร หากมองให้ง่ายขึ้นผมมองว่าเกียร์ D S L เป็นการโปรแกรมให้CVTทดโดยกำหนดรอบเครื่องตามแรงบิดที่ต้องการในสถานะการที่จะนำไปใช้งานมากกว่าครับ

หมายเหตุ ผิดถูกอย่างไรถกกันได้ครับ หากแย้งกับข้างต้นก็ขออภัยด้วยครับเพราะอ้างถึงรุ่นSที่ไม่มีpaddle shiftครับ

เป็นข้อมูลที่ดีเลยครับ ขอบคุณครับผม
*

    ต้อม คนบ้านนอก

  • *
  • 417
  • 45
  • Zone: บึงสามพัน เพชรบูรณ์
  • ชื่อเล่น: ต้อม คร๊าบบ
  • รุ่น : All New City S AT
  • สีรถ : Modern Steel
  • หมายเลข ANC : 0058
 :emo_051: :emo_051: :emo_051:  ขอบคุณความรู้ดี ๆ ครัช 
*

    arawan202

  • ****
  • 357
  • 23
  • เราชาว All New City club ANC.
  • Zone: ถนนสาย 117 บริเวณ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร
  • รุ่น : All New City S AT
  • สีรถ : Taffeta White
  • หมายเลข ANC : 0115
*

    truewego

  • **
  • 49
  • 2
  • >>Be Your Best
  • Zone: Bangkok
  • ชื่อเล่น: truewego
  • รุ่น : All New City V+
  • สีรถ : Taffeta White
  • หมายเลข ANC : 0223
ผมลงเขาชัน หรือขึ้น-ลงสะพานกลับรถที่มีโค้ง ก็ใช้เกียร์ L ตลอดครับ ช่วยให้ไม่ต้องเบรกเลยหรือไม่ต้องเบรกแรงๆ (ขึ้นอยู่กับความเร็วก่อนชะลอ) เป็นการใช้เครื่องยนต์ฉุดชะลอความเร็วได้ดีมากครับ  :emo_051:
*

    lift.united

  • *
  • 29
  • 3
  • All New City club 2014 Member code ANC.0158
  • Zone: ภูเก็ต นาบอน จร้า....
  • ชื่อเล่น: ลิฟท์ & บิว
  • รุ่น : All New City SV+
  • สีรถ : crystal black pearl
  • หมายเลข ANC : 0158
ผมลงเขาชัน หรือขึ้น-ลงสะพานกลับรถที่มีโค้ง ก็ใช้เกียร์ L ตลอดครับ ช่วยให้ไม่ต้องเบรกเลยหรือไม่ต้องเบรกแรงๆ (ขึ้นอยู่กับความเร็วก่อนชะลอ) เป็นการใช้เครื่องยนต์ฉุดชะลอความเร็วได้ดีมากครับ  :emo_051:

รบกวนหน่อยนะครับ  เวลาขึ้นลงเขา คุณใช้เกียรL ต้องเหยียบเบรคไหมครับ  แล้วเวลาหยุดบนทางชัน ต้องเหยียบเบรคไหมครับ ถ้าไม่เหยียบ รถไหล ไหม ผมกำลังสัย ระบบกันรถไหลอ่ะครับ
*
ผมลงเขาชัน หรือขึ้น-ลงสะพานกลับรถที่มีโค้ง ก็ใช้เกียร์ L ตลอดครับ ช่วยให้ไม่ต้องเบรกเลยหรือไม่ต้องเบรกแรงๆ (ขึ้นอยู่กับความเร็วก่อนชะลอ) เป็นการใช้เครื่องยนต์ฉุดชะลอความเร็วได้ดีมากครับ  :emo_051:

อันนี้ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ ผมอยากขอขยายรายละเอียดเพิ่มอีกนิดครับ

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งพูดไว้ผมว่าน่าจะจริงนะครับ

การทดเกียร์จากD ไปยัง L เพื่อชลอให้รถหยุดเร็วขึ้นจากความเร็วที่สูงอยู่ จะทำให้เกียร์พังเร็วมาก(ปกติทำได้สำหรับเกียร์manualแต่auto cvtไม่ควรทำ) และไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำอย่างนั้นหากไม่ใช่รถที่มีเครื่องทีแรงมากๆ เขาให้ดูอย่างนี้ครับ
- ปกติรถวิ่ง0-100 ได้ 12 วินาที แสดงว่าประสิทธิภาพของเครื่องได้เท่านี้(ประมาณว่า 120แรงม้า)
- ปกติรถหยุดเต็มที่ 100-0 ได้ 3.5 วินาที(ประมาณว่า600แรงม้า) แสดงว่าประสิทธิภาพของเบรคดีกว่าเครื่องมากนัก
การใช้เครื่องช่วงเบรคในขณะรถมีความเร็วสูงเพื่อชะลอรถไม่ได้มีประโยชน์ แต่หากรถมีอัตราเร่ง 1-100ซัก5วินาที จะเห็นผลมากครับ ดังนั้นเราจะเห็นนักแข่งรถทำการใช้เครื่องช่วยเบรคเป็นปกติ และนักแข่งมักไม่กลัวเกียร์พังครับ เพราะต้องทำเวลาดีที่สุด

ส่วนการใช้เกียร์S L เพื่อให้เกิดแรงขึ้นเนิน หรือengine brakeนั้น ท่านว่าไว้ว่าจะต้องทำตลอดช่วงคือ เวลาลงเขาก็หน่วงไว้ตั้งแต่ยอดเนิน(ตั้งแต่ยังวิ่งช้าๆ)เพื่อให้ิเครื่องหน่วงความเร็วไม่สูงเกินไปแล้วก็หน่วงลงถึงปลายเนิน ไม่ใช่พอถึงกลางเนินหรือปลายเนินแล้วความเร็วสูงเกินค่อยใช้S Lเพื่อลดความเร็วครับ การทำเช่นนี้จะเป็นการป้องกันการใช้เบรคมากเกินไปเวลาขี้นลงเขา ป้องกันเบรคไหม้ครับ

จากหนังสือเล่มข้างต้นผมเคยใช้รถเกียร์ออโต้ได้350,000กิโลเมตรโดยยังไม่ต้องซ่อมเกียร์ครับ ซึ่งตอนนี้ก็ยังใช้งานอยู่ครับ
*
จริงอย่างคุณสามวา ครับ

ถ้าข้างหน้าทางลงลาดชัน แรกๆ อาจจะใช้เบรกช่วยก่อน เมื่อความเร็วเริ่มลดลง ค่อยเปลี่ยนเกียร์ เพราะปกติ ทางลาดชัน เขาห้ามวิ่งเร็วอยู่แล้ว

แล้วการเปลี่ยนเกียร์เพื่อใช้ Engine break ก็ไม่แนะนำให้ใช้โดยไม่จำเป็น  :emo_051:
*

    Pongstorn.P

  • *
  • 13
  • 3
  • เราชาว All New City club ANC.
  • รุ่น : All New City V+
  • สีรถ : Golden Brown
  • หมายเลข ANC : 0149
ตามมาเก็บความรู้ครับ ขอบคุณครับ
*

    truewego

  • **
  • 49
  • 2
  • >>Be Your Best
  • Zone: Bangkok
  • ชื่อเล่น: truewego
  • รุ่น : All New City V+
  • สีรถ : Taffeta White
  • หมายเลข ANC : 0223
ผมลงเขาชัน หรือขึ้น-ลงสะพานกลับรถที่มีโค้ง ก็ใช้เกียร์ L ตลอดครับ ช่วยให้ไม่ต้องเบรกเลยหรือไม่ต้องเบรกแรงๆ (ขึ้นอยู่กับความเร็วก่อนชะลอ) เป็นการใช้เครื่องยนต์ฉุดชะลอความเร็วได้ดีมากครับ  :emo_051:

อันนี้ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ ผมอยากขอขยายรายละเอียดเพิ่มอีกนิดครับ

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งพูดไว้ผมว่าน่าจะจริงนะครับ


การทดเกียร์จากD ไปยัง L เพื่อชลอให้รถหยุดเร็วขึ้นจากความเร็วที่สูงอยู่ จะทำให้เกียร์พังเร็วมาก(ปกติทำได้สำหรับเกียร์manualแต่auto cvtไม่ควรทำ) และไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำอย่างนั้นหากไม่ใช่รถที่มีเครื่องทีแรงมากๆ เขาให้ดูอย่างนี้ครับ
- ปกติรถวิ่ง0-100 ได้ 12 วินาที แสดงว่าประสิทธิภาพของเครื่องได้เท่านี้(ประมาณว่า 120แรงม้า)
- ปกติรถหยุดเต็มที่ 100-0 ได้ 3.5 วินาที(ประมาณว่า600แรงม้า) แสดงว่าประสิทธิภาพของเบรคดีกว่าเครื่องมากนัก
การใช้เครื่องช่วงเบรคในขณะรถมีความเร็วสูงเพื่อชะลอรถไม่ได้มีประโยชน์ แต่หากรถมีอัตราเร่ง 1-100ซัก5วินาที จะเห็นผลมากครับ ดังนั้นเราจะเห็นนักแข่งรถทำการใช้เครื่องช่วยเบรคเป็นปกติ และนักแข่งมักไม่กลัวเกียร์พังครับ เพราะต้องทำเวลาดีที่สุด

ส่วนการใช้เกียร์S L เพื่อให้เกิดแรงขึ้นเนิน หรือengine brakeนั้น ท่านว่าไว้ว่าจะต้องทำตลอดช่วงคือ เวลาลงเขาก็หน่วงไว้ตั้งแต่ยอดเนิน(ตั้งแต่ยังวิ่งช้าๆ)เพื่อให้ิเครื่องหน่วงความเร็วไม่สูงเกินไปแล้วก็หน่วงลงถึงปลายเนิน ไม่ใช่พอถึงกลางเนินหรือปลายเนินแล้วความเร็วสูงเกินค่อยใช้S Lเพื่อลดความเร็วครับ การทำเช่นนี้จะเป็นการป้องกันการใช้เบรคมากเกินไปเวลาขี้นลงเขา ป้องกันเบรคไหม้ครับ

จากหนังสือเล่มข้างต้นผมเคยใช้รถเกียร์ออโต้ได้350,000กิโลเมตรโดยยังไม่ต้องซ่อมเกียร์ครับ ซึ่งตอนนี้ก็ยังใช้งานอยู่ครับ

ขอบคุณที่แนะนำและแลกเปลี่ยนครับ ถ้าเป็นแบบนั้นคงต้องใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริงๆ ครับ  :emo_051:
*

    - เล็ก -

  • *
  • 1,660
  • 219
  • Zone: ศรีราชา ชลบุรี
  • ชื่อเล่น: เล็ก จ๊ะ
  • สีรถ : crystal black pearl
  • หมายเลข ANC : 0000
เอามาฝากเพิ่มเติม สำหรับการใช้งานเกียร์อัตโนมัติ



P -- Park เป็นเกียร์ที่ใช้สำหรับการจอดดับเครื่อง "เท่านั้น" เพราะเมื่อเข้าเกียร์นี้ เราจึงจะสามารถดับเครื่องได้ และเมื่อเข้าเกียร์นี้ Central Lock จะทำการปลดล๊อครถทั้งคัน ตรงนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะท่านที่มีเด็กเล็ก หรือท่านที่จอดพักผ่อนนอนหลับข้างทาง เพราะต้องพึงระลึกเสมอว่า ห้องโดยสารเปิดล๊อคแล้ว หากใส่ Park เอาไว้ตอนติดไฟแดง เด็กเล็กอาจเปิดประตู หรืออาจโดนโจรผู้ร้ายเข้ามาในรถได้ < ตรงนี้สามารถตั้งค่าใหม่ได้ รอสักครู่ คุณกำลังไปสู่ลิงก์ปลายทาง >

R -- Rear เป็นเกียร์ถอยหลัง สำหรับรถรุ่น V+ ขึ้นไปจะเปิดทำงานกล้องหลังด้วย เกียร์ถอยหลังมี Speed เดียว ดังนั้นควรฝึกใช้ให้ชำนาญ โดยเฉพาะการถอยหลังขึ้นเนิน เกียร์ถอยหลังจะไม่มีระบบทดรอบ หากคุมคันเร่งไม่ดี รถอาจพุ่งไปแรงจนเกิดอันตรายได้

N -- Neutral เป็นเกียร์ว่าง เมื่อเข้าเกียร์นี้ระบบเกียร์ไฟฟ้าจะทำการปลดคลัชออกจากชุดเกียร์ เป็นเกียร์ที่ทำไว้เมื่อจอดรถติดไฟแดง ให้เข้าเกียร์ N และใส่เบรคมือ เอาไว้ เพราะหากเราใส่ Park หรือใส่ D เหยียบเบรค เมื่อมีรถมาชนท้ายด้วยความแรง เกียร์จะถูกกระชากเสียหาย

D -- Drive เป็นเกียร์ที่ใช้ขับปกติ โดยทั่วไป การใช้งานเกียร์อัตโนมัติจะต้องฝึกฝนเพื่อเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่เหมาะสมและประหยัดน้ำมัน เพราะรถยนตร์ในปัจจุบัน การกดคันเร่ง จะเป็นการเพิ่มอัตราเร่ง (ไม่ใช่เพิ่มอัตราเร็ว) แม้ว่าจะเปิด Mode Eco เอาไว้ การเหยียบคันเร่งครึ่งนึงทันทีเวลาออกตัว รถจะทำการลากเกียร์เพื่อให้ได้อัตราเร่งที่เราต้องการ (ตอบสนองการเหยียบ) ตรวนี้เมื่อเราได้ยินสียงเครื่อง หรือเห็นรอบเครื่องที่มากเกินความจำเป็น เราสามารถถอนคันเร่ง เพื่อให้ระบบเกียร์ไฟฟ้าปรับเป็นเกียร์สูงขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการออกตัวที่ดี คือการค่อยๆกดคันเร่งลงไปทีละนิด จนเราได้ความเร็วที่ต้องการ จะช่วยประหยัดน้ำมันกว่าการกระทืบคันเร่งลงไปทีเดียว

S -- Sport เมื่อเข้าเกียร์นี้ (ใช้ D แล้วสับลงมา S) หากเครื่องยนตร์ทำงานอยู่ที่ต่ำว่า 2500-3000 รอบ ระบบจะทำการทดเกียร์ลง 1 เกียร์เพื่อเพิ่มอัตราเร่งแซง สามารถใช้เพื่อการเร่งแซง หรือลากรอบได้เป็นอย่างดี แต่อัตราการสิ่งเปลืองน้ำมันจะสูงเป็นเท่าตัว


cr : KanitSuphasophon
*

    มงคล กนกแก้ว

  • *
  • 6
  • 0
  • เราชาว All New City club
  • Zone: กรุงเทพ เขตคลองสามวา
  • ชื่อเล่น: อิ๊ด
  • รุ่น : All New City SV
  • สีรถ : Taffeta White
ถ้าขับตามท้องถนนปกติใช้ เกียร์ D ถูกต้องไหมครับแต่ถ้ามีทางลาดชันขึ้นเขาลงเขาให้ใช้ เกียร์ S พอกลับมาสภาพถนนปกติก้อเปลียนมาใช้เกียร์ D ผมเข้าใจถูกต้งไหมครับ ผมใช้ตัว SV ครับ:wanwan35:
*

    bigv1111

  • *
  • 4
  • 0
  • เราชาว All New City club ANC.
  • สีรถ : carnelian red pearl
เทพๆๆๆ:wanwan03:
 

Google+